ตลาดต้นตาลขอนแก่น
ชือเล่น บอมบ์ กำลังศึกษาที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะการแสดง เอกนาฎศิลป์พื้นเมือง เป็นคนจังหวัดขอนแก่น
วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556
ถนนคนเดิน
จัดทุกค่ำคืนวันเสาร์ ณ บริเวณถนนหน้าศาลากลางจังหวัด มีสินค้าพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอยกัน รวมทั้งร้านขายของกินที่มีให้เลือกกันอย่างมากมายหลายร้าน พร้อมมีการแสดงแบบเปิดหมวกโชว์ความสามารถของเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้ชมด้วย ราคาไม่แพง เปิดให้เดินกันตั้งแต่เวลา 17.00 - 24.00 น.
จัดทุกค่ำคืนวันเสาร์ ณ บริเวณถนนหน้าศาลากลางจังหวัด มีสินค้าพื้นเมืองและงานแฮนด์เมดให้เลือกซื้อจับจ่ายใช้สอยกัน รวมทั้งร้านขายของกินที่มีให้เลือกกันอย่างมากมายหลายร้าน พร้อมมีการแสดงแบบเปิดหมวกโชว์ความสามารถของเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ให้ชมด้วย ราคาไม่แพง เปิดให้เดินกันตั้งแต่เวลา 17.00 - 24.00 น.
พระธาตุขามแก่น
สร้างขึ้นประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ตั้งอยู่ในวัดเจติยภูมิ ตำบลบ้านขาม ตามประวัติโดยย่อกล่าวว่า โมริยกษัตริย์ เจ้าเมืองโมรีย์ซึ่งเป็นเมืองอยู่ใน อาณาเขตของประเทศกัมพูชา มีความประสงค์ที่จะนำพระอังคารของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ไว้เมื่อครั้งพระ พุทธเจ้าปรินิพพานใหม่ๆ มาบรรจุ ณ พระธาตุพนม จึงโปรดให้พระอรหันต์และพระเถระเจ้าคณะรวม 9 องค์นำขบวนอัญเชิญพระอังคารมาในครั้งนี้ เมื่อผ่านมาถึงดอนมะขามแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่น เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำแล้วและบริเวณนี้ภูมิประเทศราบเรียบดีจึงหยุดคณะพัก ชั่วคราว รุ่งเช้าจึงเดินทางต่อไปถึงภูกำพร้าปรากฏว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว จึงเดินทางกลับและตั้งใจว่าจะนำพระอังคารธาตุกลับไปประดิษฐานไว้ที่บ้าน เมืองของตน แต่เมื่อเดินทางผ่านดอนมะขามอีกครั้งปรากฏว่าแก่นมะขามที่ตายแล้วนั้นกลับ ยืนต้นแตกกิ่งก้านผลิใบเขียวชอุ่มเป็นที่น่าอัศจรรย์ คณะอัญเชิญพระอังคารธาตุจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามนี้พร้อมกับนำ พระอังคารธาตุและพระพุทธรูปบรรจุไว้ในองค์พระธาตุและให้นามว่าพระธาตุขาม แก่นมาจนทุกวันนี้ พระธาตุขามแก่นถือว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานฉลองและนมัสการพระธาตุเป็นประจำ บริเวณด้านข้างก็จะมีโบสถ์สมัยโบราณซึ่งมีสถาปัตยกรรมของการแกะสลักไม้ตรง บริเวณหน้าจั่วที่สวยงาม พร้อมชมภาพวาดแปลกตาที่มีทหารยืนเฝ้าด้านหน้าประตูโบสถ์
วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556
หมูทอดราดซอสพะแนง
หมูทอดราดซอสพะแนง
หมูทอดราดซอสพะแนง เป็นการฉีกรสชาติซอสหมูทอดเดิมๆ
โดยการนำพะแนงมาทำเป็นซอส เรียกได้ว่า หากใครได้ลิ้มลอง รับรองว่า
ต้องติดใจ อีกทั้งยังมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยากอย่างที่คิด
- จำนวนคนที่เสิร์ฟ3-4
- ระยะเวลาการเตรียม15 นาที
- ระยะเวลาการทำ20 นาที
ส่วนประกอบ
- เนื้อหมูสันนอก 3 ชิ้น ประมาณ 500-600กรัม
- แป้งสาลี ½ ถ้วย
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- เกล็ดขนมปัง 2 ถ้วย
- คนอร์อร่อยชัวร์ 2 ช้อนชา
- เครื่องแกง
- พริกขี้หนูแห้งเด็ดขั้วแช่น้ำจนนิ่มแล้วบีบน้ำออก 10 เม็ด
- พริกชี้ฟ้าแห้งเด็ดขั้วแช่น้ำจนนิ่มแล้วบีบน้ำออก 5 เม็ด
- หัวหอมแดงปอก 4 หัว
- กระเทียมปอกเปลือก 1 หัว
- ตะไคร้หั่นซอย 2 ต้น
- กะปิดีเผาไฟ 1 ช้อนชา
- ยี่หร่าคั่วป่น ¼ ช้อนชา
- รากผักชีล้างสะอาดหั่น 3 ราก
- พริกไทยเม็ด 20 เม็ด
- ลูกผักชีคั่วป่น ¼ ช้อนชา
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- นำส่วนผสมทั้งหมดโขลกเข้าด้วยกันให้ละเอียดพักไว้
- เครื่องปรุง
- หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
- น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปีบ 1 ช้อนโต๊ะ
- คนอร์ซุปไก่ก้อน 1 ก้อน
- น้ำเปล่า 150 มิลลิลิตร
- พริกแดงหั่นเฉียงเป็นฝอย 1 เม็ด
- ใบมะกรูดหั่นฝอย 3 ใบ
วิธีทำ
- นำหมูมาทาด้วยคนอร์อร่อยชัวร์ หมักไว้ประมาณ 20 นาที ใส่แป้งสาลีลงในจาน นำหมูที่หมักแล้วมาคลุก ให้แป้งติดทั่วเนื้อหมู จากนั้นตอกไข่ใส่ถ้วย ตีให้เข้ากัน แล้วจุ่มเนื้อหมูลงไป จากนั้นใส่เกล็ดขนมปังในจานอีกใบ แล้วนำหมูที่พึ่งจุ่มไข่ลงไปคลุกอีกครั้ง นำไปแช่ตู้เย็นสัก 1-2 ชั่วโมง (ช่วยทำให้แป้งติดหมูดียิ่งขึ้น)
- ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟแรงจนร้อนร้อน ใส่เนื้อหมูลงทอดให้เหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้
- ทำซอสโดย นำกะทิลงไปเคี่ยวในกระทะจนกะทิแตกมัน ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ ผัดจนเครื่องแกงหอม แล้วเติมน้ำลงไป
- ใส่คนอร์ซุปก้อน น้ำตาลปีบ และน้ำปลาลงไป ผัดให้เครื่องปรุงเข้ากัน โรยด้วยพริกแดง และใบมะกรูดหั่นฝอย นำซอสพะแนงราดบนหมูที่ทอดไว้พร้อมเสิร์ฟ รับประทานพร้อมผักลวก หรือผักสลัด
วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
สรรพคุณของใบขี้เหล็ก
อาการนอนไม่หลับ และอาการเครียดทางประสาท อาจเป็นปัญหาสำหรับใครหลายคน ทำให้ร่างกายและสุขภาพโดยรวมเสียสมดุล และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา วันนี้เราจะมาแนะนำสมุนไพรรชนิดหนึ่งที่บางท่านอาจจะคุ้นเคยจากการนำไปประกอบเป็นอาหาร นั่นคือใบขี้เหล็ก วิธีการนำมาใช้เพื่อเป็นสรรพคุณเพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับ และบรรเทาอาการเครียด สามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆดังนี้คือ นำใบขี้เหล็กแห้งประมาณ 30 กรัม แต่ถ้าเป็นสดใชเพียง 20 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วทำการกรองเพื่อเอากากออก นำส่วนที่เป็นน้ำนำมาดื่ม
ช่วงเวลาก่อนนอน
วิธีที่ถูกต้องในการนำใบขี้เเหล็กไปแปรรูป ถ้าจะให้ดีและปลอดภัย ควรกำจัดความขมของใบขี้เหล็กออกไปเสียก่อนก่อน แล้วค่อยนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น เพราะหากนำไปตากแห้งหรือคั่วไฟจนแห้งโดยไม่ผ่านวิธีทำให้จืดลงก่อนก็จะเป็นอาจจะเป็นอันตรายต่อตับได้
วิธีที่ถูกต้องในการนำใบขี้เเหล็กไปแปรรูป ถ้าจะให้ดีและปลอดภัย ควรกำจัดความขมของใบขี้เหล็กออกไปเสียก่อนก่อน แล้วค่อยนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น เพราะหากนำไปตากแห้งหรือคั่วไฟจนแห้งโดยไม่ผ่านวิธีทำให้จืดลงก่อนก็จะเป็นอาจจะเป็นอันตรายต่อตับได้
วิธีขจัดความขมของใบขี้เหล็ก
วิธีการทำให้ใบขี้เหล็ก หรือน้ำจากใบขี้เหล็ก ไม่ขมก็ทำได้โดยไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เพียงนำใบขี้เหล็กดังกล่าวนำไปต้มในน้ำจนเดือดแล้วใส่มะเขือพวงลงไป รินน้ำทิ้งไปสัก 2-3 น้ำ แล้วลองตักน้ำมาชิมดูว่ายังมีรสขมอยู่อีกหรือไม่ เมื่อเห็นว่ารสจืดดีแล้วจึงค่อยนำไปตากแห้งและแปรรูปต่อไป
วิธีการทำให้ใบขี้เหล็ก หรือน้ำจากใบขี้เหล็ก ไม่ขมก็ทำได้โดยไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เพียงนำใบขี้เหล็กดังกล่าวนำไปต้มในน้ำจนเดือดแล้วใส่มะเขือพวงลงไป รินน้ำทิ้งไปสัก 2-3 น้ำ แล้วลองตักน้ำมาชิมดูว่ายังมีรสขมอยู่อีกหรือไม่ เมื่อเห็นว่ารสจืดดีแล้วจึงค่อยนำไปตากแห้งและแปรรูปต่อไป
เท่านี้เราก็จะได้สมุนไพรจากธรรมชาติใกล้ตัว เพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับต้นขี้เหล็ก
ลักษณะของตันขี้เหล็กทั่วไป
ขี้ เหล็กเป็นประเภท ไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-15 เมตร ใบอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแกมเขียว ลักษณของช่อดอกจะออกดอกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกจะมีสีเหลือง ลักษณะของผลจะเป็นฝักยาวและค่อนข้างหนา
สรรพคุณทางยาทั่วไป
ใบจะมีรสขม สรรพคุณ สามารถใช้เป็นสมุนไพร บำรุงโลหิต ดับพิษไข้ ขับปัสวะ แก้ปัญหาระดูขาว นิ่ว ถ่ายพิษและเป็นยาระบาย รวมทั้งบรรเทาอาการทางประสาท เช่นเครียด นอนไม่หลับ ส่วนดอกจะมีรสขมเช่นกัน สามารถนำมาใช้บรรเทาอาการทางประสาท แก้เครียด บรรเทาอาการนอนไม่หลับ บรรเทาอาการหืด และเป็นยาระบายได้เช่นกัน
เมื่อทราบสรรพคุณของใบขี้เหล็กกันดีแล้ว ในถานะที่เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่าย และยังสามารถนำมาปรุงรับประทานเป็นอาหารก็ได้ เราก็ควรนำมารับประทานเพื่อสุขภาพกันเถิด
เมื่อทราบสรรพคุณของใบขี้เหล็กกันดีแล้ว ในถานะที่เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่าย และยังสามารถนำมาปรุงรับประทานเป็นอาหารก็ได้ เราก็ควรนำมารับประทานเพื่อสุขภาพกันเถิด
เต้ยเกี้ยว
เต้ย เป็นท่วงทำนองและลีลาการขับลำชนิดหนึ่งของภาคอีสานที่ผู้ลำจะต้องฟ้อนประกอบการลำตามจังหวะและทำนอง โดยได้รับอิทธิพลมาจากการขับลำของชนชาติลาวตอนใต้ ลำเต้ยเป็นการลำเพื่อหยอกล้อหรือเกี้ยวพาราสี หลังจากที่ผู้ลำได้โต้ตอบไหวพริบปฏิภาณมาแล้วในการลำทางสั้น ลำทางยาว ดังจะปรากฏในกลอนลำของหมอลำกลอนเสมอว่า “พอแต่ลำทางสั้นหันมาทางล่อง พอแต่ลำล่องแล้วมาลำเกี้ยวเสน่ห์ ตั้งหลายปีแล้วเด้ที่เฮาพรากจากกัน แสนรำพันคะนึงคิดห่วงแต่นงนางน้อง.....” (หมอลำทองคำ เพ็งดี) หรือ “เหมิดพิษลำทางสั้น หันลายยาวจ้าลายล่อง พอแต่ลำล่องแล้วมาลำเต้ยเข้าใส่กัน......” (หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน)
จากข้อความนี้ที่กล่าวถึง พอจะอนุมานได้ว่า ขนบในการขับลำของภาคอีสานนั้นเริ่มจากการลำทางสั้น ต่อด้วยลำทางยาวและลำเต้ยเป็นการปิดท้ายเสมอ
อย่างไรก็ตาม ลำเต้ยมิได้ปรากฏอยู่ในเฉพาะการประกอบลำกลอนเท่านั้น แม้แต่หมอลำเรื่องหมอลำเรื่องต่อกลอน หรือหมอลำเพลินก็จะยังต้องมีลำเต้ยประกอบอยู่เสมอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นตอนที่หนุ่มสาวหรือตัวพระ- ตัวนางออกมาเกี้ยวพาราสีกัน เพียงแต่ว่าบางคณะก็ใช้เต้ยหัวโนนตาล เต้ยเดินดง บางครั้งก็เต้ยธรรมดาออกเต้ยโขงและเต้ยพม่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระและอารมณ์ของเรื่อง หรือความรู้ความสามารถของตัวหมอลำเอง
ฟ้อนเต้ยเกี้ยว จึงเป็นการฟ้อนเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวมาจากการฟ้อนรำ ประกอบการลำเต้ย ของชาวจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งการแสดงชุดนี้ยังเป็นการนำเสนอการลำทำนองเต้ยต่างๆถึง 5 ทำนองด้วยกันคือ ทำนองเต้ยเดือนห้า เต้ยหัวโนนตาล เต้ยธรรมดา เต้ยพม่าและเต้ยโขง
ซึ่งได้ประดิษฐ์คิดค้นโดยคณาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีท่าฟ้อนต่างๆ เช่น ท่าผู้สาวเดินลงท่ง ท่าสอดสร้อย ท่าเกี้ยวซู้ ท่าทศกัณฑ์โลมนาง ท่าลมพัดพร้าว ท่ากินรีชมดอก ท่าสาวน้อยประแป้ง ท่ายูงรำแพน ท่าหนุมานถวายแหวน ท่านกกระเจ่าบินวน ท่านาคเกล้าเกี้ยว ท่าหลีกแม่เมีย ฯลฯ ซึ่งเป็นการแสดงที่ได้จากกระบวนท่าฟ้อนแม่บทอีสานแทบทั้งสิ้น
การแต่งกาย
- ชาย สวมเสื้อแพรแขนสั้นลายขิดสีทองยกดิ้น นุ่งโจงกระเบนสีเขียวปล่อยชายพับจีบหน้านางด้านซ้าย ใช้ผ้าสไบยกดิ้นทองมัดเอว สวมสร้อยคอและกำไลเงิน
- หญิง สวมเสื้อแขนเลยสีแดง หรือที่เรียกว่า “เสื้อแขนเลย” ห่มสไบขิดยกดิ้นทอง นุ่งผ้าซิ่นจกลุ่มน้ำโขงสีทองยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน
กลอนลำเต้ยเกี้ยว
เต้ยเดือนห้า
(ชาย) สวยเอ้ย.....สวยหลายน้อ นอน้อง แม่ทองปอนก้อนน้ำคั่ง.....
อุ่น...คนงามของอ้ายนี่เอย...สวยหลายน้อหม่อมน้องแม่นไผปั้นหล่อมา อาดหลาดธาตุใหญ่ธาตุพนม อ้ายอยากโจมไปตั้งร้อยเอ็ดคำให้มันเดื่อง เบิ่งเด้น้อง
โอเด้ ให้มันเหลืองเอ้อเห้อ คือแป้นว่าแผ่นทอง ละจั่งว่าแก้มอ่องต่อง ใสยองยองเด
(หญิง) ออกจากบ้านกวยข้อ ยอแขน ตานางทำซอนแลนแอ่นกายกะเลยฟ้อน ไปซอนลอนกับอ้าย แขนก่าย เปื้องป่าย ไปนำกันสะหล่าย หล่าย เดินนำกันสะหล่าย หล่าย เดินผ่ายผ่านถนน ดังจ้นๆ คนกะเห่เลไหล ไปไวไวเลยเขิน หว่างเนินเขินน้ำ....
เต้ยหัวโนนตาล
(ชาย) โอเด พระนางเอย พระนางเอ้ย อ้ายนี่มาเสียอกตั้งแต่บ้านอ้ายอยู่ไกล อ้ายนี่มาเสียใจละตั้งแต่บ้านอ้ายอยู่ห่าง หลายเด พระนางเอย อ้ายโลดพอ อยากต้าน โนนบ้านเข้าใส่กัน ละจั่งว่าแก้มปั่นหวั่น สันปลากะมันเอย ..มันเอย..สันปลากะมันเอย
เต้ยธรรมดา
(หญิง) โอ๋ย ละพี่ชายเอ้ย ฟังคารมชายเว้ามันมีนัยละคันเจ้าหลายวาด พาลให้คลาดลาดล้ม เดือนห้าแม่นก่อนฝน นั่นละนาหนานวลนา ละนาหนานวลนา สังสิมาลวงล่อ อย่าสอพลอให้นางล้ม
เต้ยพม่า
(ชาย) มาพบหน้านงคราญ แม่ตาหวานยิ่งล้ำ วาสนาชักนำให้ได้มาพบเจอ อ้ายบ่ได้นึกฝัน ว่าจะมาเจอะเจอ คนสวยเลิศเลอหยาดฟ้ามาดินๆ
เต้ยโขง
(หญิง) โออ้ายเอ๋ย น้องขอชิดเชยบ่เคยหน่ายแหนง ๆ น้ำโขงบ่เคยเหือดแห้ง ความฮักแพงบ่ได้นึกหวั่น ใจกระสันยังห่วงละเมอ ๆ........
มาอ้ายมา น้องสิพาไปล่องโขง ๆ ไปลงเรือเขมราฐ ฟังเสียงน้ำโตนตาด ดังอยู่ลื่น หลื่นลื่น หลื่นลื่น ๆ
สิบคืนอีน้องสิถ่า ซาวพรรษาละอีน้องสิอยู่ มีซู้อีน้องบ่เว้า สิคอยเจ้าแต่ผู้เดียว เกี้ยวไว้ก่อนออนซอนนา ๆ อย่าป๋าอย่าไลกันนา อย่าป๋าอย่าไล..กันนา......
ฟังลำเต้ยเกี้ยว ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด
เต้ย เป็นท่วงทำนองและลีลาการขับลำชนิดหนึ่งของภาคอีสานที่ผู้ลำจะต้องฟ้อนประกอบการลำตามจังหวะและทำนอง โดยได้รับอิทธิพลมาจากการขับลำของชนชาติลาวตอนใต้ ลำเต้ยเป็นการลำเพื่อหยอกล้อหรือเกี้ยวพาราสี หลังจากที่ผู้ลำได้โต้ตอบไหวพริบปฏิภาณมาแล้วในการลำทางสั้น ลำทางยาว ดังจะปรากฏในกลอนลำของหมอลำกลอนเสมอว่า “พอแต่ลำทางสั้นหันมาทางล่อง พอแต่ลำล่องแล้วมาลำเกี้ยวเสน่ห์ ตั้งหลายปีแล้วเด้ที่เฮาพรากจากกัน แสนรำพันคะนึงคิดห่วงแต่นงนางน้อง.....” (หมอลำทองคำ เพ็งดี) หรือ “เหมิดพิษลำทางสั้น หันลายยาวจ้าลายล่อง พอแต่ลำล่องแล้วมาลำเต้ยเข้าใส่กัน......” (หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน)
จากข้อความนี้ที่กล่าวถึง พอจะอนุมานได้ว่า ขนบในการขับลำของภาคอีสานนั้นเริ่มจากการลำทางสั้น ต่อด้วยลำทางยาวและลำเต้ยเป็นการปิดท้ายเสมอ
อย่างไรก็ตาม ลำเต้ยมิได้ปรากฏอยู่ในเฉพาะการประกอบลำกลอนเท่านั้น แม้แต่หมอลำเรื่องหมอลำเรื่องต่อกลอน หรือหมอลำเพลินก็จะยังต้องมีลำเต้ยประกอบอยู่เสมอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นตอนที่หนุ่มสาวหรือตัวพระ- ตัวนางออกมาเกี้ยวพาราสีกัน เพียงแต่ว่าบางคณะก็ใช้เต้ยหัวโนนตาล เต้ยเดินดง บางครั้งก็เต้ยธรรมดาออกเต้ยโขงและเต้ยพม่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระและอารมณ์ของเรื่อง หรือความรู้ความสามารถของตัวหมอลำเอง
ฟ้อนเต้ยเกี้ยว จึงเป็นการฟ้อนเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวมาจากการฟ้อนรำ ประกอบการลำเต้ย ของชาวจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งการแสดงชุดนี้ยังเป็นการนำเสนอการลำทำนองเต้ยต่างๆถึง 5 ทำนองด้วยกันคือ ทำนองเต้ยเดือนห้า เต้ยหัวโนนตาล เต้ยธรรมดา เต้ยพม่าและเต้ยโขง
ซึ่งได้ประดิษฐ์คิดค้นโดยคณาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีท่าฟ้อนต่างๆ เช่น ท่าผู้สาวเดินลงท่ง ท่าสอดสร้อย ท่าเกี้ยวซู้ ท่าทศกัณฑ์โลมนาง ท่าลมพัดพร้าว ท่ากินรีชมดอก ท่าสาวน้อยประแป้ง ท่ายูงรำแพน ท่าหนุมานถวายแหวน ท่านกกระเจ่าบินวน ท่านาคเกล้าเกี้ยว ท่าหลีกแม่เมีย ฯลฯ ซึ่งเป็นการแสดงที่ได้จากกระบวนท่าฟ้อนแม่บทอีสานแทบทั้งสิ้น
การแต่งกาย
- ชาย สวมเสื้อแพรแขนสั้นลายขิดสีทองยกดิ้น นุ่งโจงกระเบนสีเขียวปล่อยชายพับจีบหน้านางด้านซ้าย ใช้ผ้าสไบยกดิ้นทองมัดเอว สวมสร้อยคอและกำไลเงิน
- หญิง สวมเสื้อแขนเลยสีแดง หรือที่เรียกว่า “เสื้อแขนเลย” ห่มสไบขิดยกดิ้นทอง นุ่งผ้าซิ่นจกลุ่มน้ำโขงสีทองยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน
กลอนลำเต้ยเกี้ยว
เต้ยเดือนห้า
(ชาย) สวยเอ้ย.....สวยหลายน้อ นอน้อง แม่ทองปอนก้อนน้ำคั่ง.....
อุ่น...คนงามของอ้ายนี่เอย...สวยหลายน้อหม่อมน้องแม่นไผปั้นหล่อมา อาดหลาดธาตุใหญ่ธาตุพนม อ้ายอยากโจมไปตั้งร้อยเอ็ดคำให้มันเดื่อง เบิ่งเด้น้อง
โอเด้ ให้มันเหลืองเอ้อเห้อ คือแป้นว่าแผ่นทอง ละจั่งว่าแก้มอ่องต่อง ใสยองยองเด
(หญิง) ออกจากบ้านกวยข้อ ยอแขน ตานางทำซอนแลนแอ่นกายกะเลยฟ้อน ไปซอนลอนกับอ้าย แขนก่าย เปื้องป่าย ไปนำกันสะหล่าย หล่าย เดินนำกันสะหล่าย หล่าย เดินผ่ายผ่านถนน ดังจ้นๆ คนกะเห่เลไหล ไปไวไวเลยเขิน หว่างเนินเขินน้ำ....
เต้ยหัวโนนตาล
(ชาย) โอเด พระนางเอย พระนางเอ้ย อ้ายนี่มาเสียอกตั้งแต่บ้านอ้ายอยู่ไกล อ้ายนี่มาเสียใจละตั้งแต่บ้านอ้ายอยู่ห่าง หลายเด พระนางเอย อ้ายโลดพอ อยากต้าน โนนบ้านเข้าใส่กัน ละจั่งว่าแก้มปั่นหวั่น สันปลากะมันเอย ..มันเอย..สันปลากะมันเอย
เต้ยธรรมดา
(หญิง) โอ๋ย ละพี่ชายเอ้ย ฟังคารมชายเว้ามันมีนัยละคันเจ้าหลายวาด พาลให้คลาดลาดล้ม เดือนห้าแม่นก่อนฝน นั่นละนาหนานวลนา ละนาหนานวลนา สังสิมาลวงล่อ อย่าสอพลอให้นางล้ม
เต้ยพม่า
(ชาย) มาพบหน้านงคราญ แม่ตาหวานยิ่งล้ำ วาสนาชักนำให้ได้มาพบเจอ อ้ายบ่ได้นึกฝัน ว่าจะมาเจอะเจอ คนสวยเลิศเลอหยาดฟ้ามาดินๆ
เต้ยโขง
(หญิง) โออ้ายเอ๋ย น้องขอชิดเชยบ่เคยหน่ายแหนง ๆ น้ำโขงบ่เคยเหือดแห้ง ความฮักแพงบ่ได้นึกหวั่น ใจกระสันยังห่วงละเมอ ๆ........
มาอ้ายมา น้องสิพาไปล่องโขง ๆ ไปลงเรือเขมราฐ ฟังเสียงน้ำโตนตาด ดังอยู่ลื่น หลื่นลื่น หลื่นลื่น ๆ
สิบคืนอีน้องสิถ่า ซาวพรรษาละอีน้องสิอยู่ มีซู้อีน้องบ่เว้า สิคอยเจ้าแต่ผู้เดียว เกี้ยวไว้ก่อนออนซอนนา ๆ อย่าป๋าอย่าไลกันนา อย่าป๋าอย่าไล..กันนา......
ฟังลำเต้ยเกี้ยว ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด
การแสดงเรือมอันเร
เรือม แปลว่า "รำ" อันเร แปลว่า "สาก" ดังนั้น เรือมอันเร จึงแปลว่า การรำสาก
การเรือมอันเรนั้น จะเล่นกันในช่วงของวันหยุดสงกรานต์ โดยชาวบ้านจะเล่นเรือมอันเรที่ลานบ้านหรือว่าลานวัด
เครื่องดนตรี การเรือมอันเรมีการใช้เครื่องดนตรีประกอบคือ กลองโทน 1 คู่ ปี่ใน 1 เลา ซออู้เสียงกลาง 1 คัน ฉิ่ง กรับ ฉาบ อย่างละ 1 คู่ และมีอุปกรณ์ประกอบการเล่นเรือมอันเร คือ สาก 2 อัน ยาวประมาณ 2-3 เมตร ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีหมอนวางรองหัว- ท้ายสาก มีความยาว 1.50 เมตร สูงประมาณ 3-4 นิ้ว
ทำนองและจังหวะในการรำ ในการรำในสมัยก่อนมีเพียง 3 จังหวะ คือ จังหวะจืงมูย(ขาเดียว) จังหวะมลปโดง(ร่มมะพร้าว) จังหวะจืงปีร์(สองขา) ต่อมามีการพัฒนาท่ารำเพิ่มขึ้นรวมเป็น 5 จังหวะ ดังนี้
จังหวะไหว้ครู
จังหวะกัจปกา
จังหวะจืงมูย
จังหวะมลปโดง
จังหวะจืงปีร์
ท่าฟ้อนรำ ในสมัยก่อนไม่มีท่ารำที่เป็นแบบแผนแน่นอน เพราะว่าเป็นการรำเพื่อความสนุกสนานในยามพักผ่อน ส่วนมากผู้ที่อยู่ในวงรำสากจะเป็นหญิงล้วน ส่วนหนุ่มๆจะมาเป็นกลุ่มยืนชมสาวที่กำลังรำอยู่ หากชอบคนไหนก็เข้าไปรำด้วย แต่ในปัจจุบันการเรือมอันเรได้มีการพัฒนาไปสู่แบบแผน และเนื่องจากมีการส่งเสริมและฟื้นฟูประเพณีคล้องช้างประจำปี(งานแสดงช้าง)จ.สุรินทร์ การเล่นเรือมอันเร จึงกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของงาน เพราะมีการนำเอาเรือมอันเรมาแสดงในงานช้างทุกปี แลยังใช้แสดงเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนอีกด้วย
การแต่งกาย
แต่เดิมไม่พิถีพิถัน แต่งกายตามสบาย แต่หากแต่งให้สวยงามตามประเพณีแต่โบราณ คือ ชาย นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าขาวม้าคาดเอวและพาดไหล่
หญิง นุ่งผ้าไหมพื้นเมือง เรียกว่า "ซัมป็วตโฮล" สวมเสื้อแขนกระบอกมีสไบพาดไหล่มามัดรวบไว้ที่ด้านข้าง สวมเครื่องประดับเงิน และมีดอกไม้ทัดผม
เรือม แปลว่า "รำ" อันเร แปลว่า "สาก" ดังนั้น เรือมอันเร จึงแปลว่า การรำสาก
การเรือมอันเรนั้น จะเล่นกันในช่วงของวันหยุดสงกรานต์ โดยชาวบ้านจะเล่นเรือมอันเรที่ลานบ้านหรือว่าลานวัด
เครื่องดนตรี การเรือมอันเรมีการใช้เครื่องดนตรีประกอบคือ กลองโทน 1 คู่ ปี่ใน 1 เลา ซออู้เสียงกลาง 1 คัน ฉิ่ง กรับ ฉาบ อย่างละ 1 คู่ และมีอุปกรณ์ประกอบการเล่นเรือมอันเร คือ สาก 2 อัน ยาวประมาณ 2-3 เมตร ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีหมอนวางรองหัว- ท้ายสาก มีความยาว 1.50 เมตร สูงประมาณ 3-4 นิ้ว
ทำนองและจังหวะในการรำ ในการรำในสมัยก่อนมีเพียง 3 จังหวะ คือ จังหวะจืงมูย(ขาเดียว) จังหวะมลปโดง(ร่มมะพร้าว) จังหวะจืงปีร์(สองขา) ต่อมามีการพัฒนาท่ารำเพิ่มขึ้นรวมเป็น 5 จังหวะ ดังนี้
จังหวะไหว้ครู
จังหวะกัจปกา
จังหวะจืงมูย
จังหวะมลปโดง
จังหวะจืงปีร์
ท่าฟ้อนรำ ในสมัยก่อนไม่มีท่ารำที่เป็นแบบแผนแน่นอน เพราะว่าเป็นการรำเพื่อความสนุกสนานในยามพักผ่อน ส่วนมากผู้ที่อยู่ในวงรำสากจะเป็นหญิงล้วน ส่วนหนุ่มๆจะมาเป็นกลุ่มยืนชมสาวที่กำลังรำอยู่ หากชอบคนไหนก็เข้าไปรำด้วย แต่ในปัจจุบันการเรือมอันเรได้มีการพัฒนาไปสู่แบบแผน และเนื่องจากมีการส่งเสริมและฟื้นฟูประเพณีคล้องช้างประจำปี(งานแสดงช้าง)จ.สุรินทร์ การเล่นเรือมอันเร จึงกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของงาน เพราะมีการนำเอาเรือมอันเรมาแสดงในงานช้างทุกปี แลยังใช้แสดงเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนอีกด้วย
การแต่งกาย
แต่เดิมไม่พิถีพิถัน แต่งกายตามสบาย แต่หากแต่งให้สวยงามตามประเพณีแต่โบราณ คือ ชาย นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าขาวม้าคาดเอวและพาดไหล่
หญิง นุ่งผ้าไหมพื้นเมือง เรียกว่า "ซัมป็วตโฮล" สวมเสื้อแขนกระบอกมีสไบพาดไหล่มามัดรวบไว้ที่ด้านข้าง สวมเครื่องประดับเงิน และมีดอกไม้ทัดผม
ประเพณีไหลเรือไฟบ้านท่าขอนยาง
ประเพณีไหลเรือไฟบ้านท่าขอนยางได้รับการสืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องประมาณ ๒๐๐ ปี จัดขึ้นในวันออกพรรษา เนื่องจากชาวบ้านท่าขอนยางเป็นชาติพันธ์ชาวญ้อมีถิ่นฐานเดิมมาจากนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยได้รับอิทธิพลงานประเพณีไหลเรือไฟในชุมชนแถบริมฝั่งแม่น้ำโขง อีกประการหนึ่งประกอบกับชัยภูมิที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไทยญ้อบ้านท่าขอนยาง มีแม่น้ำชีไหลผ่านเปรียบเสมือนสายเลือด คอยล่อเลี้ยงชุมชนตลอดมาและมีความผูกพัน จึงทำให้มีประเพณีไหลเรือไฟอันเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวไทยญ้อ ประเพณีไหลเรือไฟ ได้มีการพัฒนาตามยุคตามสมัยอย่างเหมาะสม ทั้งขนาดรูปแบบของเรือไฟ ริ้วขบวน การแข่งขัน โดยมุ่งเน้นความรัก ความสมัครสมานสามัคคี และความสนุกสนานของคนในชุมชนท่าขอนยางเป็นส่วนสำคัญ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามตามความเชื่อของคนในชุมชนและเป็นการสร้างความสามัคคี ความร่วมมือ ร่วมใจกันและความเสียสละของคนในชุมชน ปัจจุบันประเพณีไหลเรือไฟของบ้านท่าขอนยาง กลายเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของท้องถิ่นซึ่งเทศบาลตำบลท่าขอนยางเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านงบประมาณ มีการจัดงานและริ้วขบวนที่สวยงามยิ่งใหญ่ของแต่ละคุ้มโดยมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้เข้ามามีบทบาทโดยการส่งเสริมสนับสนุน และเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนทุกๆปี
กราบนมัสการพระธาตุ ณ วัดหนองแวง จังหวัดขอนแก่น (คู่หูเดินทาง)
เนื่องจากในเดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือ วันอาสาฬหบูชา ทางคู่หูเดินทางจึงอยากเชื้อเชิญให้เราชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจ หลังจากที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยกับโลกในยุคปัจจุบันนี้ ทุกครั้งที่ทางทีมงานได้ออกไปทำคอลัมน์ เก็บเกี่ยวเรื่องราวและประสบการณ์ดี ๆ มาฝากคุณผู้อ่านก็ไม่เคยพลาดที่จะต้องแวะวัด ทำบุญ กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนั้น ๆ เช่นกัน
วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้น เรือนยอดทรงเจดีย์ (จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น) จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุมและมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน
ในระหว่างการเดินขึ้นเราจะได้ยินเสียงอันไพเราะก้องกังวาน ของกระดิ่งที่แขวนไว้โดยรอบพระธาตุทั้ง 9 ชั้น ทำให้มีความสุขใจในขณะเดินขึ้นไปในแต่ละชั้น พร้อมยังสามารถเดินชมศิลปะและความงดงามของบานประตู ภาพวาด และหน้าต่างแกะสลัก บอกเล่าเรื่องราวเป็นภาพชาดก ภาพพุทธประวัติ
ในชั้นบนสุดของพระธาตุเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกลางบุษบก อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวทัศนียภาพ ความสวยงามของเมืองขอนแก่นได้รอบทั้ง 4 ทิศ โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออก สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบึงแก่นนคร ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 600 ไร่
เนื่องจากในเดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือ วันอาสาฬหบูชา ทางคู่หูเดินทางจึงอยากเชื้อเชิญให้เราชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล เพื่อเป็นการพักผ่อนจิตใจ หลังจากที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยกับโลกในยุคปัจจุบันนี้ ทุกครั้งที่ทางทีมงานได้ออกไปทำคอลัมน์ เก็บเกี่ยวเรื่องราวและประสบการณ์ดี ๆ มาฝากคุณผู้อ่านก็ไม่เคยพลาดที่จะต้องแวะวัด ทำบุญ กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนั้น ๆ เช่นกัน
วัดหนองแวง (พระอารามหลวง) ซึ่งมีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้น เรือนยอดทรงเจดีย์ (จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น) จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุมและมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน
ในระหว่างการเดินขึ้นเราจะได้ยินเสียงอันไพเราะก้องกังวาน ของกระดิ่งที่แขวนไว้โดยรอบพระธาตุทั้ง 9 ชั้น ทำให้มีความสุขใจในขณะเดินขึ้นไปในแต่ละชั้น พร้อมยังสามารถเดินชมศิลปะและความงดงามของบานประตู ภาพวาด และหน้าต่างแกะสลัก บอกเล่าเรื่องราวเป็นภาพชาดก ภาพพุทธประวัติ
ในชั้นบนสุดของพระธาตุเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกลางบุษบก อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวทัศนียภาพ ความสวยงามของเมืองขอนแก่นได้รอบทั้ง 4 ทิศ โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออก สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบึงแก่นนคร ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 600 ไร่
ฟ้อนสังข์ศิลป์ชัย
ฟ้อนสังข์ศิลป์ชัยประดิษฐ์ขึ้นโดยวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด
สังข์ศิลป์ชัยเป็นนิทานพื้นบ้านที่รู้จักกันแพร่หลายในภาคอีสานของไทย ในชื่อเรื่อง สินไชย หรือศิลป์ชัย
และยังเป็นนิทานพื้นบ้านที่รู้จักกันแพร่หลายในท้องถิ่นอื่นๆ ของประเทศไทยอีกด้วย
ท่าฟ้อนชุดสังข์ศิลป์ชัย
ได้ปรับปรุงมาจากท่าฟ้อนของหมอลำหมู่ หรือที่เรียกว่า ลำกกขาขาว
ซึ่งในตอนชมดงจะใช้ทำนองคล้ายทำนองลำเพลิน
ซึ่งเป็นตอนที่มีทำนองเร้าใจแตกต่างจากการลำเล่าเรื่องธรรมดา
และตอนชมดงจะเป็นตอนที่สนุกสนานที่สุดของเรื่อง จึงได้นำทำนองชมดงมาจัดทำเป็นชุดฟ้อน
เครื่องแต่งกาย
การแต่งกายจะแบ่งผู้แสดงหญิงออกเป็น 2 ฝ่าย ใช้ผ้าแพรวาหรือผ้าสไบขิดรัดอก
ปล่อยชายผ้าด้านซ้ายให้ห้อยลงมาข้างอก นุ่งซิ่นมัดหมี่ไหมยาวคลุมเข่า
เกล้าผมมวยทัดดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน
เครื่องดนตรี
บรรเลงวงโปงลางใช้ดนตรีพื้นเมืองอีสาน
ลายสังข์ศิลป์ชัย
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสาน
ภูมิปัญญาด้านการตั้งชุมชนและสร้างที่อยู่อาศัย
ลักษณะหมู่บ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานนั้นมักจะอยู่รวมกันเป็นกระจุก
ส่วนที่ตั้งบ้านเรือนตามทางยาวของลำน้ำนั้นมีน้อย
ผิดกับทางภาคกลางที่มักตั้งบ้านเรือนตามทางยาว ทั้งนี้เพราะมีแม่น้ำลำคลองมากกว่า
หนุ่มสาวชาวอีสานเมื่อแต่งงานกันแล้ว
ตามปกติฝ่ายชายจะต้องไปอยู่บ้านพ่อตาแม่ยาย
ต่อเมื่อมีลูกจึงขยับขยายไปอยู่ที่ใหม่เรียกว่า "ออกเฮือน"
แล้วหักล้างถางพงหาที่ทำนา ดังนั้น
ที่นาของคนชั้นลูกชั้นหลานจึงมักไกลออกจากหมู่บ้านไปทุกที
และเมื่อบริเวณเหมาะสมจะทำนาหมดไป เพราะพื้นที่ราบที่มีแหล่งน้ำจำกัด
คนอีสานชั้นลูกหลานก็มักชวนกันไปตั้งบ้านใหม่อีก
หรือถ้าที่ราบในการทำนาบริเวณใดกว้างไกลไปมาลำบาก
ก็จะชักชวนกันไปตั้งบ้านใหม่ใกล้เคียงกับนาของตน
ทำให้เกิดการขยายตัวกลายเป็นหมู่บ้านขึ้น
ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
ในการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของคนอีสานมักเลือกทำเลที่เอื้อต่อการยังชีพ
ซึ่งมีองค์ประ กอบทั่วไปดังนี้
1. แหล่งน้ำ นับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก อาจเป็นหนองน้ำใหญ่หรือห้วย หรือ
ลำน้ำที่แยกสาขามาจากแม่น้ำใหญ่
ที่มีน้ำเฉพาะฤดูฝนส่วนมากเป็นที่ราบลุ่มสามารถทำนาเลี้ยงสัตว์
ได้ในบางฤดูเท่านั้น ชื่อหมู่บ้านมักขึ้นต้นด้วยคำว่า
"เลิง วัง ห้วย กุด หนอง และท่า" เช่น เลิงนกทา วังสามหม้อ ห้วยยาง
กุดนาคำ หนองบัวแดง ฯลฯ
2. บริเวณที่ดอนเป็นโคกหรือที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง
สามารถทำไร่และมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ มีทั้งที่ดอนริมแม่น้ำและที่ดอนตามป่าริมเขา
แต่มีน้ำซับไหลมาบรรจบเป็นหนองน้ำ ชื่อหมู่บ้านมักขึ้นต้นด้วนคำว่า "โคก ดอน
โพน และโนน" เช่น โคกสมบูรณ์ ดอนสวรรค์ โพนยางคำ ฯลฯ
3. บริเวณป่าดง เป็นทำเลที่ใช้ปลูกพืชไร่และสามารถหาของป่าได้สะดวก
มีลำธารไหลผ่าน เมื่ออพยพมาอยู่กันมากเข้าก็กลายเป็นหมู่บ้านและมักเรียกชื่อหมู่บ้านขึ้นต้นด้วยคำว่า
"ดง ป่า และเหล่า" เช่น โคกศาลา ป่าต้นเปือย เหล่าอุดม ฯลฯ
4. บริเวณที่ราบลุ่ม เป็นพื้นที่เหมาะในการทำนาข้าว
และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในหน้าแล้ง
ตัวหมู่บ้านจะตั้งอยู่บริเวณขอบหรือแนวของที่ราบติดกับชายป่า
แต่น้ำท่วมไม่ถึงในหน้าฝน บางพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขังตลอดปี เรียกว่า
"ป่าบุ่งป่าทาม" เป็นต้น
5. บริเวณป่าละเมาะ
มักเป็นที่สาธารณะสามารถใช้เลี้ยงสัตว์และหาของป่าเป็นอาหารได้
ตลอดจนมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่นำมาเป็นอาหารยังชีพ รวมทั้งสมุนไพรใช้รักษาโรค
และเป็นสถานที่ยกเว้นไว้เป็นดอนปู่ตาตามคติความเชื่อของวัฒนธรรมกลุ่มไต-ล
ความเชื่อในการเลือกภูมิประเทศเพื่อตั้งหมู่บ้านในภาคอีสานจะเห็นได้ว่ามีหลักสำคัญอยู่
3 ประการ คือ ต้องเลือกทำเลที่ประกอบด้วย
1. น้ำ เพื่อการยังชีพและประกอบการเกษตรกรรม
2. นา เพื่อการปลูกข้าว (ข้าวเหนียว) เป็นอาหารหลัก
3. โนน เพื่อการสร้างบ้านแปงเมือง ที่น้ำท่วมไม่ถึง
ส่วนคติความเชื่อของชาวอีสานในการดำเนินชีวิต ชาวอีสานมี
ความเชื่อที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษกล่าวคือ
ความเชื่อในอำนาจลี้ลับที่เหนือธรรมชาติ และเชื่อในการครองเรือน
การทำมาหาเลี้ยงชีพ
สำหรับความเชื่อในการตั้งหมู่บ้านก็ไม่ต่างกันนัก
ชาวอีสานมีการนับถือ"ผีบ้าน" และแถนหรือ
"ผีฟ้า"มีการเซ่นสรวงดวงวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อให้ช่วยปกป้องรักษาลูกหลาน
มีการตั้ง "ศาลเจ้าปู่" ไว้ที่ดอนปู่ตา ซึ่งมีชัยภูมิเป็นโคก
น้ำท่วมไม่ถึง มีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ มีการก่อสร้าง "ตูบ"
เป็นที่สถิตของเจ้าปู่ทั้งหลาย ตลอดจนการตั้ง
"บือบ้าน"(หลักบ้าน)เพื่อเป็นสิริมงคลของหมู่บ้าน และมีการเซ่น
"ผีอาฮัก"
คือเทพารักษ์ให้ดูแลคุ้มครองผู้คนในหมู่บ้านให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป
"ผีปู่ตา" จะกระทำในเดือน 7 คำว่า "ปู่ตา"
หมายถึงญาติฝ่ายพ่อ(ปู่-ย่า)และญาติฝ่ายแม่(ตา-ยาย)ซึ่งทั้งสี่คนนี้
เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นที่เคารพของลูกหลาน
ครั้นเมื่อตายไปจึงปลูกหอหรือที่ชาวอีสานเรียก"ตูบ" มักใช้เสา 4 ต้น
หลังคาจั่วพื้นสูง โดยเลือกเอาสถานที่เป็นดงใกล้บ้านมีต้นไม้ใหญ่และสัตว์ป่านานาชนิดเรียกว่า"ดงปู่ตา"
ถือเป็นที่ศักดิ์สิทธ์ ใครไปรุกล้ำตัดต้นไม้หรือล่าสัตว์ไม่ได้
หรือแม้แต่แสดงวาจาหยาบคายก็ไม่ได้ ปู่ตาจะลงโทษกระทำให้เจ็บหัวปวดท้อง
และเมื่อมีการเจ็บไข้ได้ป่วย
มีคนล้มตายผิดปกติเกิดขึ้นในหมู่บ้านชาวอีสานถือกันว่า"หลักเหงี่ยงหงวย"
ต้องทำพิธีตอกหลักบ้านใหม่ให้เที่ยงตรง มีการสวดมนต์เลี้ยงพระสงฆ์
เซ่นสรวงเทพยาดาอารักษ์ แล้วหาหลักไม้แก่นมาปักใหม่
ซึ่งต้องมีคาถาหรือยันต์ใส่พร้อมกับสวดญัตติเสาก่อนเอาลงดินในบริเวณกลางบ้าน
ทั้งนี้เพราะชาวอีสานมีความเชื่อในการตั้ง "หลักบ้าน" เพราะหลักบ้านเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผังชุมชนระดับหมู่บ้าน
และเปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน เมื่อชุมชนเติบโตขึ้น "หลักบ้าน"
ก็พัฒนาไปสู่"หลักเมือง" ดังที่ปรากฎอยู่ทั่วไปในประเทศไทย
หลักบ้านมักสร้างด้วยไม้มงคล เช่น ไม้คูน ไม้ยอ
มีทั้งหลักประธานหลักเดี่ยวและมีพร้อมหลักบริวารรายล้อม ส่วนรูปแบบของหลักบ้านนั้น
มักควั่นหัวไม้เป็นเสาทรงบัวตูมหยาบ ๆ
บางแห่งก็ถากให้เป็นปลายแหลมแล้วทำหยัก"เอวขัน"ไว้ส่วนล่าง
ความเชื่อในการสร้างเรือนอีสาน
อันดับแรกต้องพิจารณาสถานที่ ๆ จะสร้างเรือนก่อน
โดยต้องเลือกเอาสถานที่ปลอดโปร่ง ไม่มีหลุมบ่อ ไม่มีจอมปลวก ไม่มีหลุมผี
ไม่มีตอไม้ใหญ่ และต้องดูความสูงต่ำ
ลาดเอียงของพื้นดินว่าลาดเอียงไปทางทิศใดและจะเป็นมงคลหรือไม่ ดังนี้
1. พื้นดินใด สูงหนใต้ ต่ำทางเหนือ เรียกว่า "ไชยะเต ดีหลี"
2. พื้นดินใด สูงหนตะวันตก ต่ำทางตะวันออก เรียกว่า
"ยสะศรี-ดีหลี"
3. พื้นดินใด สูงทางอีสาน ต่ำทางหรดี เรียกว่า "ไม่ดี"
4. พื้นดินใด สูงทางอาคเนย์ ต่ำทางพายัพ เรียกว่า "เตโซ"
เฮือนนั้นมิดี เป็น ไข้ พยาธิฮ้อนใจ
เมื่อเลือกได้พื้นที่ปลูกเรือนแล้ว
จะมีการเสี่ยงทายพื้นที่นั้นอีกครั้งหนึ่ง โดยจัดข้าว 3 กระทง คือ ข้าวเหนียว 1
กระทง,ข้าวเหนียวดำ 1 กระทงและข้าวเหนียวแดง 1 กระทง
นำไป วางไว้ตรงหลักกลางที่ดินเพื่อให้กากิน
ถ้ากากินข้าวดำ ท่านว่าอย่าอยู่เพราะที่นั้นไม่ดี
ถ้ากากินข้าวแดง ท่านว่าไม่ดียิ่งเป็นอัปมงคลมาก
ถ้ากากินข้าวขาว ท่านว่าดีหลี จะอยู่เย็นเป็นสุข ให้รีบเฮ็ดเรือนสมสร้างให้
เสร็จเร็วไว
การเลือกพื้นที่ที่จะปลูกเรือนอีกวิธีหนึ่งคือ
การชิมรสของดินโดยขุดหลุมลึกราวศอกเศษ ๆ เอาใบตองปูไว้ก้นหลุม
แล้วหาหญ้าคาสดมาวางไว้บนใบตอง ทิ้งไว้ค้างคืนจะได้ไอดินเป็นเหงื่อจับอยู่หน้าใบตอง
จากนั้นให้ชิมเหงื่อที่จับบนใบตอง
หากมีรสหวาน เป็นดินที่พออยู่ได้
มีรสจืด เป็นดินที่เป็นมงคล จะอยู่เย็นเป็นสุข
มีรสเค็ม เป็นอัปมงคล ใครอยู่มักไม่ยั่งยืน
มีรสเปรี้ยว พออยู่ได้แต่ไม่ใคร่ดีนัก จะมีทุกข์เพราะเจ็บไข้อยู่เสมอ
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเรื่องกลิ่นของดินอีกด้วย โดยการขุดดินลึกราว 1
ศอก เอาดินขึ้นมาดมกลิ่นว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเชื่อกันว่า ถ้าดินมีกลิ่นหอม
ถือว่าดินนั้นอุดมดี เป็นมงคลอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้าดินมีกลิ่นเย็น กลิ่นเหม็น
กลิ่นคาว ถือว่าดินนั้นไม่ดี ใครปลูกสร้างบ้านอยู่เป็นอัปมงคล
การดูพื้นที่ก่อนการสร้างเรือน
ชาวอีสานแต่โบราณถือกันมากแต่ในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต
โดยยังใช้คติเดิมแต่มีการเลี่ยงหรือแก้เคล็ด เช่น การชิมดิน
หากเป็นรสเค็มหรือเปรี้ยวก็แก้เคล็ดโดยการบอกว่าจืด ส่วนการดมกลิ่นดิน
หากมีกลิ่นเหม็นคาวก็จะบอกเอาเคล็ดว่าหอม เป็นต้น
นอกจากนี้ชาวอีสานมีความเชื่อในการสร้างเรือนให้ด้านกว้างหันไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก
ให้ด้านยาวหันไปทางทิศเหนือและใต้ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า วางเรือนแบบ “ล่องตาเว็น”
(ตามตะวัน) เพราะถือกันว่า หากสร้างเรือนให้ “ขวางตาเว็น”
แล้วจะ “ขะลำ” คือเป็นอัปมงคลทำให้ผู้อยู่ไม่มีความสุข
บริเวณรอบ ๆ เรือนอีสานไม่นิยมทำรั้ว
เพราะเป็นสังคมเครือญาติมักทำยุ้งข้าวไว้ใกล้เรือน บางแห่งทำเพิงต่อจากยุ้งข้าว
มีเสารับมุงด้วยหญ้าหรือแป้นไม้ เพื่อเป็นที่ติดตั้งครกกระเดื่องไว้ตำข้าว
ส่วนใต้ถุนบ้านซึ่งเป็นบริเวณที่มีการใช้สอยมากที่สุด จะมีการตั้งหูกไว้ทอผ้า
กี่ทอเสื่อ แคร่ไว้ปั่นด้วย และเลี้ยงลูกหลาน
นอกจากนั้นแล้ว ใต้ถุนยังใช้เก็บไหหมักปลาร้า
และสามารถกั้นเป็นคอกสัตว์เลี้ยง ใช้เก็บเครื่องมือเกษตรกรรม ตลอดจนใช้จอดเกวียน
การถือฤกษ์ยามในการปลูกเรือน
ในเดือนยี่ เดือนสี่ เดือนหก เดือนเก้า เดือนสิบสอง ถือเป็นฤกษ์ที่ดีในการปลูกเรือน
โดยเฉพาะในเดือนหกและเดือนเก้า
ทำเลการปลูกเรือน
ทำเลที่เหมาะในการปลูกเรือน
เช่น รูปดวงจันทร์รูปมะนาวตัดรูปเรือสำเภาและรูปสี่เหลี่ยมคางหมู
เป็นความเชื่อสำหรับผู้ครองเรือนในทุกภูมิภาคเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อผู้อยู่อาศัย
ในภาคอีสานก็เช่นเดียวกันหากจะมีคติความเชื่อในเรื่องทิศและชัยภูมิที่ดินเพิ่มเติมคือหากเป็นแผ่นดินที่สูงทางใต้
ต่ำทางเหนือ เป็นที่ ไชยะ แผ่นดินที่สูงทางตะวันตก ต่ำทางตะวันออกเป็นที่ยะสะศรี
แผ่นดินที่สูงทางพายัพ ต่ำทางทักษิณ เป็นที่ สะศรี ถือว่าเป็นทำเลที่ดี
พระพิฆเนศ
สัญลักษณ์องค์พระพิฆเนศ
ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ สติปัญญา ศิลปศาสตร์ เป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งมวล
เป็นเทพผู้อยู่เหนือการรจนาหนังสือ
เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน ต้องตั้งให้ลดลงต่ำกว่าเทพองค์อื่นๆ
แต่อาจระดับเดียวกับพระอินทร์
ประวัติพระพิฆเนศ
พระพิฆเนศวร (ภาษาสันสกฤต : คเณศ)
หรือ พระพิฆเนศ หรือ พระพิฆเณศ หรือ พระวิฆเณศวร หรือ พระพิฆเณศ หรือ พระคเณศ หรือ
คณปติ เป็นเทพในศาสนาพราหมณ์ นับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้
เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง
เป็นหัวหน้านำคณะข้ามความขัดข้อง (ผู้เป็นใหญ่เหนือความขัดข้อง)
พระพิฆเนศวรกับประเทศไทย
ในประเทศไทยจะ
เห็นได้ว่ามีการบูชาเทพองค์ต่างๆในศาสนาพราหมณ์อยู่มากมาย รวมทั้งองค์พระพิฆเณศ
ซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ดูได้จากการพบรูปสลักพระพิฆเณศในเทวสถานตามเมืองต่างๆ
ทั่วทั้งประเทศไทย
โดยมีหลักฐานการค้นพบองค์เทวรูปบูชาพระพิฆเณศที่เก่าแก่ในสมัยที่ขอมเรือง
อำนาจในดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นต้นว่าองค์เทวรูปบูชานั้นสลักจากหิน
ค้นพบทางแถบจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
กรุงเทพฯ
คนไทยถือว่าองค์พระพิฆเนศวรเป็นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครูแห่ง
ศิลปวิทยาการ 18 ประการ
โดยคนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรให้เป็นเทพแห่งศิลปะทั้งมวล
และเป็นเทพองค์สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งทางศาสนาพราหมณ์ได้
สถาปนาพระพิฆเนศวร เป็นเทพพระองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใดๆ
เป็นการคารวะในฐานะบรมครูผู้ประสาทปัญญาและความสำเร็จ
สามารถขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี
หน่วยงานราชการกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ถือเอาพระพิฆเนศวรเป็นสัญลักษณ์
พระพิฆเนศวรเป็นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวี
มีรูปกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง ทุกคนเคารพนับถือท่านในฐานะที่ท่านเป็น
"วิฆเนศ" นั่นคือ เจ้า (อิศ) แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรค
ที่สามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้ และอีกความหมายถึง ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จในทุกศาสตร์สรรพสิ่งหรือเทพเจ้าแห่งการเริ่ม
ต้นใหม่ทั้งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ รูปกายที่อ้วนพีนั้นมีความหมายว่า
ความอุดมสมบูรณ์ เศียรที่เป็นช้างมีความหมาย หมายถึงผู้มีปัญญามาก ตาที่เล็กคือ
สามารถมอง แยกแยะสิ่งถูกผิด หูและจมูกที่ใหญ่หมายถึง มีสัมผัสพิจารณา ที่ดีเลิศ
พระพิฆเนศวรมีพาหนะคือ หนู ซึ่งอาจเปรียบได้กับความคิด ที่พุ่งพล่าน รวดเร็ว
ดังนั้น มนุษย์จึงต้องมีปัญญากำกับเป็นดั่งเจ้านายในใจตน
ลักษณะของพระพิฆเนศวร
มีรูปกายเป็นมนุษย์อ้วนเตี้ย
ท้องพลุ้ย มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวาน ปรศุรามหักเสียงา) สีกายสีแดง
(บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาถืองาช้าง
พระหัตถ์ซ้ายถือขันน้ำมนต์ เป็นกระโหลกศีรษะมนุษย์ พระหัตถ์หลังขวาถือ ตรี
พระหัตถ์ซ้ายถือบาศ (บ่วง) พาหนะคือ หนู
ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานานนั้น
พระแม่ปารวตีจึงต้องอยู่องค์เดียวโดยลำพังจึงทรงเกิดความเหงาและประสงค์ที่จะมีผู้มาคอยดูแลพระองค์และป้องกันคนภายนอกที่จะเข้ามาก่อความ
วุ่นวายในพระตำหนักใน
จึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็นพระโอรสที่จะเป็นเพื่อนในยามที่องค์ศิวเทพเสด็จออกไปตามพระกิจต่างๆ
มีอยู่คราวหนึ่งเมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตำหนักด้านในนั้นองค์ศิวเทพได้กลับมาและเมื่อจะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า
เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นใครและในลักษณะเดียวกันศิวเทพก็ไม่ทราบว่าเด็กหนุ่มนั้นเป็นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา
เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้
พลางถามว่ารู้ไหมว่ากำลังห้ามใครอยู่
ฝ่ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นใครเพราะตนกำลังทำตามบัญชาของพระแม่ปารวตี
และทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรง จนเทพทั่วทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่จะตามมา
และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถูกตรีศูลของมหาเทพจนสิ้นใจและศีรษะก็ถูกตัดหายไป ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสียงดังกึกก้องไปทั่วจักรวาล
ก็เสด็จออกมาด้านนอกและถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ
จากนั้นเมื่อทรงได้สติก็ทรงมีความโศกาอาดูรและตัดพ้อพระสวามีที่มีใจโหดเหี้ยมทำร้ายเด็กได้ลงคอ
โดยเฉพาะเด็กนั้นเป็นพระโอรสของพระนางเอง เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ทรงตรัสว่าจะทำให้
เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่แต่ก็เกิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิ่งใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่งกระวนกระวายใจเนื่องจากหากดวงอาทิตย์ขึ้น
แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้นขึ้นมาได้
เมื่อเห็นเช่นนั้นพระศิวะจึงบัญชาให้เทพที่มาช่วยเอาศีรษะสิ่งที่มีชีวิตแรกที่พบมา
และปรากฎว่าเหล่าเทพได้นำเอาศีรษะช้างมาให้ ซึ่งพระศิวะทรงนำศีรษะมาต่อแทนให้
และได้ชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่องให้เป็นเทพที่สูงที่สุด โดยขนานนามว่า พระพิฆเนศ
ซึ่งแปลว่า เทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรค
และยังทรงให้พรว่าในการประกอบพิธีการต่างๆทั้งหมดนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศก่อนเพื่อความสำเร็จของพิธีนั้นๆ
ตำนานพระพิฆเนศ
เชื่อกันว่า
ลัทธิการบูชาพระคเณศนั้น น่าจะมาจากชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย
ซึ่งเป็นลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติ
ชนพื้นเมืองของอินเดีย เชื่อกันว่าหนูเป็นสัญลักษณ์ของความมืด
พระคเณศทรงขี่หนูจึงหมายถึงชัยชนะของแสงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้สิ้นสุดลง
พระคเณศอาจจะมีต้นกำเนิดมาจากการเป็นเทพประจำเผ่าของคนป่า
ที่อาศัยอยู่ในป่าเขาอันกว้างใหญ่ของอินเดีย
คนเหล่านี้ต้องเผชิญกับฝูงช้างอันน่ากลัวจึงเกิดการเคารพในรูปของช้าง
เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองและพัฒนาต่อมาเป็นเทพชั้นสูงของชาวอารยันต่อมาได้พัฒนาเป็นเทพผู้ขจัดซึ่งอุปสรรค
มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ
ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าของเทพที่มีเศียรเป็นสัตว์ทั้งหลาย
จนกระทั่งมีการรจนาปกรณ์ให้เป็นโอรสของพระศิวะเทพและพระนางปราวตีในเวลาต่อมาแต่ในแง่ของคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ได้บรรยายจุดกำเนิดของพระคเณศไว้หลากหลายตำนานตามความเชื่อในแต่ละลัทธิ
พอจะสรุปเป็นหลักๆได้ดังนี้
ตำนานที่ 1.
พิฆเนศวรปราบอสูรและรากษส
อสูรและรากษสได้ทำการบวงสรวงพระศิวะจนได้คำพรจากพระศิวะหลายประการ
ยังให้เหล่าอสูรกลุ่มนี้ฮึกเหิมก่อความเดือดร้อนเป็นอันมาก พระอินทร์จึงทรงนำเทวดาทั้งหลายไปเข้าเฝ้าอ้อนวอนต่อพระศิวะ
ขอให้พระองค์สร้างเทพแห่งความขัดข้องขึ้น เพื่อขัดขวางความพยายามของอสูรและรากษส
พระองค์จึงทรงแบ่งส่วนกายหนึ่งให้เกิดบุรุษร่างงามจากครรภ์ของพระนางปราวตีและตั้งพระนามว่าวิฆเนศวร
เพื่อทำหน้าที่ขวางทางอสูร รากษส และคนชั่วมิให้ทำการบัดพลีเพื่อขอพรจากพระศิวะ
ทั้งยังเป็นผู้เปิดทางอำนวยความสะดวกต่อเทวดาและคนดีเพื่อเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ
ตำนานที่ 2.
ปราวตีนำเหงื่อไคลปั้นเป็นลูก
ครั้งหนึ่ง ชยาและวิชยา
พระสหายของนางปราวตีได้แนะนำว่าปกติพระนางมักจะต้องใช้บริวารของพระศิวะอยู่เป็นประจำ
ถ้าหากพระนางจะมีบริวารเป็นของตนเองก็คงจะดีไม่น้อย พระนางเห็นด้วย
จนวันหนึ่งขณะที่ทรงสรงน้ำอยู่ตามลำพังก็ทรงนึกถึงคำพูดของพระสหายจึงได้นำเอาเหงื่อไคลออกมาสร้างบุรุษรูปงาม
สั่งให้ไปยืนเฝ้าทวาร มิให้ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นอย่างนี้มาหลายเพลา
จนวันหนึ่งพระศิวะได้เสด็จมา ฝ่ายลูกก็ป้องกันแข็งขัน
โดยไม่รู้ว่านั่นคือพ่อพระศิวะโกรธก็เลยสั่งให้ภูติและคณะของตนเข้าสังหารทวารบาลพระองค์นั้น
บ้างก็ว่าพระศิวะพุ่งตรีศูลตัดเศียรลูก
บ้างก็ว่าพระวิษณุเทพที่มาช่วยรบนั้นใช้จักรตัดเศียร ความทราบถึงพระนางปราวตีจึงเกิดศึกใหญ่ระหว่างเทพและเทพีขึ้นบนสวรรค์ฝ่ายฤาษีนารอดอดรนทนไม่ได้
จึงได้เป็นทูตสันติภาพขอเจรจากับนางปราวตีเพื่อสงบศึก
นางบอกว่าจะสงบศึกก็ต่อเมื่อลูกของนางฟื้นเท่านั้น พระศิวะจึงสั่งให้เทวดาเดินทางไปทิศเหนือ
ให้เอาศีรษะของสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่พบมาต่อกับโอรสของนางปราวตี
ปรากฏว่าเทวดาได้เศียรของช้างซึ่งมีงาเพียงข้างเดียวมา เมื่อพระคเณศฟื้นขึ้นมา
ทราบความจริงว่า พระศิวะคือพระบิดาก็ตรงเข้าไปขอโทษเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์
พระศิวะพอใจมากประสาทพรให้พระคเณศมีอำนาจเหนือภูติผีทั้งหลายและทรงแต่งตั้งให้เป็นคณปติ
ตำนานที่ 3.
ขวางทางคนชั่วไปเทวาลัยโสมนาถและโสมีศวร
พระนางปราวตีทรงเอาน้ำมันที่ใช้ในการสรงน้ำมาผสมกับเหงื่อไคลปั้นเป็นรูปคนแต่มีเศียรเป็นช้างจากนั้นได้เอาน้ำจากพระคงคาปะพรมให้มีชีวิตขึ้น
เพื่อทำการขัดขวางแก่คนชั่วที่จะไปบูชาศิวะลึงค์ที่เทวาลัยโสมนาถและเทวาลัยโสมีศวรเพราะคนเหล่านี้หวังจะไปล้างบาปเพื่อมิให้ตกนรกทั้งเจ็ดขุม
ด้วยเหตุนี้ การที่วันคเณศจาตุรถี
นิยมเอารูปปั้นพระคเณศมาจุ่มน้ำหรือนำเทวรูปปูนชิ้นเล็ก ๆมาทิ้งตามแม่น้ำคงคา
ชะรอยจะมาจากความเชื่อที่ว่าน้ำจากแม่พระคงคาจะทำให้พระคเณศมีชีวิตขึ้นมานั่นเอง
ตำนานที่ 4.
ศิวะ-อุมาแปลงกายเป็นช้างเข้าสมสู่
ครั้งหนึ่งพระศิวะและพระนางปราวตีได้เสด็จมายังแถบภูเขาหิมาลัยได้เห็นช้างสมสู่กันก็บังเกิดความใคร่
พระศิวะจึงได้แปลงเป็นช้างพลาย ส่วนนางปาราวตีแปลงกายเป็นช้างพังร่วมสโมสรจนมีลูกเป็นพระคเณศ
พระคเณศ นั้นเป็นโอรสของพระศิวะ กับ พระอุมา และ เป็นพี่น้องกับสกันทกุมาร
(ขันธกุมาร) ซึ่ง ประวัตินั้นค่อนข้างแปลกๆ
พอๆ กันของเทวบุตรทั้ง 2 องค์นี้
โดยพระคเณศจะมีคุณลักษณะแห่งความเป็นนักปราชญ์
ส่วนสกันทกุมารจะมีคุณลักษณะแห่งความห้าวหาญ ตรงไปตรงมาแบบทหาร
ความสำคัญแต่ล่ะส่วนของพระวรกาย
เนื่องจากพระพิฆเนศมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น
ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพะองค์ท่านดังนี้
1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต
2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี
3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด
4. เสียงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคำว่า
โอม ซึ่งเป็นเสียงแสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล
5. หระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนำพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งธรรมะและหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง
6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้องกันและพันฝ่าความยากลำบาก
7. มือขวาล่างทรงงาที่หักครึ่งซึ่งพระองค์ทรงใช้เป็นปากกาในการเขียนมหากาพย์มหาภารตะให้มหาฤษี
เวทวยาสมุนีและเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสียสละ
8. อีกมือทรงลูกประคำที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้จะต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
9.ขนมโมณฑกะหรือขนมหวานลัดดูในงวงเป็นการชี้นำว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความ
หวานชื่นในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ให้กับคน อื่นๆ
10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้อมที่รับฟังสิ่งที่เราร้องเรียนและเรียกหา
11. งูที่พันอยู่รอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ
12. หนูที่ทรงใช้เป็นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตที่เล็กและเป็นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













.jpg)
.jpg)












