วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หมูทอดราดซอสพะแนง


หมูทอดราดซอสพะแนง

หมูทอดราดซอสพะแนง

หมูทอดราดซอสพะแนง เป็นการฉีกรสชาติซอสหมูทอดเดิมๆ โดยการนำพะแนงมาทำเป็นซอส เรียกได้ว่า หากใครได้ลิ้มลอง รับรองว่า ต้องติดใจ อีกทั้งยังมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยากอย่างที่คิด
  • จำนวนคนที่เสิร์ฟ3-4
  • ระยะเวลาการเตรียม15 นาที
  • ระยะเวลาการทำ20 นาที

ส่วนประกอบ

  • เนื้อหมูสันนอก 3 ชิ้น ประมาณ 500-600กรัม
  • แป้งสาลี ½ ถ้วย
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เกล็ดขนมปัง 2 ถ้วย
  • คนอร์อร่อยชัวร์ 2 ช้อนชา
  • เครื่องแกง
  • พริกขี้หนูแห้งเด็ดขั้วแช่น้ำจนนิ่มแล้วบีบน้ำออก 10 เม็ด
  • พริกชี้ฟ้าแห้งเด็ดขั้วแช่น้ำจนนิ่มแล้วบีบน้ำออก 5 เม็ด
  • หัวหอมแดงปอก 4 หัว
  • กระเทียมปอกเปลือก 1 หัว
  • ตะไคร้หั่นซอย 2 ต้น
  • กะปิดีเผาไฟ 1 ช้อนชา
  • ยี่หร่าคั่วป่น ¼ ช้อนชา
  • รากผักชีล้างสะอาดหั่น 3 ราก
  • พริกไทยเม็ด 20 เม็ด
  • ลูกผักชีคั่วป่น ¼ ช้อนชา
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • นำส่วนผสมทั้งหมดโขลกเข้าด้วยกันให้ละเอียดพักไว้
  • เครื่องปรุง
  • หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
  • น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปีบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • คนอร์ซุปไก่ก้อน 1 ก้อน
  • น้ำเปล่า 150 มิลลิลิตร
  • พริกแดงหั่นเฉียงเป็นฝอย 1 เม็ด
  • ใบมะกรูดหั่นฝอย 3 ใบ

วิธีทำ

  • นำหมูมาทาด้วยคนอร์อร่อยชัวร์ หมักไว้ประมาณ 20 นาที ใส่แป้งสาลีลงในจาน นำหมูที่หมักแล้วมาคลุก ให้แป้งติดทั่วเนื้อหมู จากนั้นตอกไข่ใส่ถ้วย ตีให้เข้ากัน แล้วจุ่มเนื้อหมูลงไป จากนั้นใส่เกล็ดขนมปังในจานอีกใบ แล้วนำหมูที่พึ่งจุ่มไข่ลงไปคลุกอีกครั้ง นำไปแช่ตู้เย็นสัก 1-2 ชั่วโมง (ช่วยทำให้แป้งติดหมูดียิ่งขึ้น)
  • ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟแรงจนร้อนร้อน ใส่เนื้อหมูลงทอดให้เหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้
  • ทำซอสโดย นำกะทิลงไปเคี่ยวในกระทะจนกะทิแตกมัน ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ ผัดจนเครื่องแกงหอม แล้วเติมน้ำลงไป
  • ใส่คนอร์ซุปก้อน น้ำตาลปีบ และน้ำปลาลงไป ผัดให้เครื่องปรุงเข้ากัน โรยด้วยพริกแดง และใบมะกรูดหั่นฝอย นำซอสพะแนงราดบนหมูที่ทอดไว้พร้อมเสิร์ฟ รับประทานพร้อมผักลวก หรือผักสลัด

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรรพคุณของใบขี้เหล็ก

อาการนอนไม่หลับ และอาการเครียดทางประสาท อาจเป็นปัญหาสำหรับใครหลายคน ทำให้ร่างกายและสุขภาพโดยรวมเสียสมดุล และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา วันนี้เราจะมาแนะนำสมุนไพรรชนิดหนึ่งที่บางท่านอาจจะคุ้นเคยจากการนำไปประกอบเป็นอาหาร นั่นคือใบขี้เหล็ก วิธีการนำมาใช้เพื่อเป็นสรรพคุณเพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับ และบรรเทาอาการเครียด สามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆดังนี้คือ นำใบขี้เหล็กแห้งประมาณ 30 กรัม แต่ถ้าเป็นสดใชเพียง 20 กรัม นำมาต้มให้เดือดแล้วทำการกรองเพื่อเอากากออก นำส่วนที่เป็นน้ำนำมาดื่ม



ช่วงเวลาก่อนนอน
วิธีที่ถูกต้องในการนำใบขี้เเหล็กไปแปรรูป ถ้าจะให้ดีและปลอดภัย ควรกำจัดความขมของใบขี้เหล็กออกไปเสียก่อนก่อน แล้วค่อยนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น เพราะหากนำไปตากแห้งหรือคั่วไฟจนแห้งดยไม่ผ่านวิธีทำให้จืดลงก่อนก็จะเป็นอาจจะเป็นอันตรายต่อตับได้
วิธีขจัดความขมของใบขี้เหล็ก
วิธีการทำให้ใบขี้เหล็ก หรือน้ำจากใบขี้เหล็ก ไม่ขมก็ทำได้โดยไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เพียงนำใบขี้เหล็กดังกล่าวนำไปต้มในน้ำจนเดือดแล้วใส่มะเขือพวงลงไป รินน้ำทิ้งไปสัก 2-3 น้ำ แล้วลองตักน้ำมาชิมดูว่ายังมีรสขมอยู่อีกหรือไม่ เมื่อเห็นว่ารสจืดดีแล้วจึงค่อยนำไปตากแห้งและแปรรูปต่อไป
เท่านี้เราก็จะได้สมุนไพรจากธรรมชาติใกล้ตัว เพื่อบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับต้นขี้เหล็ก
ลักษณะของตันขี้เหล็กทั่วไป
ขี้ เหล็กเป็นประเภท ไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-15 เมตร ใบอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลแกมเขียว ลักษณของช่อดอกจะออกดอกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกจะมีสีเหลือง ลักษณะของผลจะเป็นฝักยาวและค่อนข้างหนา
สรรพคุณทางยาทั่วไป
ใบจะมีรสขม สรรพคุณ สามารถใช้เป็นสมุนไพร บำรุงโลหิต ดับพิษไข้ ขับปัสวะ แก้ปัญหาระดูขาว นิ่ว ถ่ายพิษและเป็นยาระบาย รวมทั้งบรรเทาอาการทางประสาท เช่นเครียด นอนไม่หลับ ส่วนดอกจะมีรสขมเช่นกัน สามารถนำมาใช้บรรเทาอาการทางประสาท แก้เครียด บรรเทาอาการนอนไม่หลับ บรรเทาอาการหืด และเป็นยาระบายได้เช่นกัน
เมื่อทราบสรรพคุณของใบขี้เหล็กกันดีแล้ว ในถานะที่เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่าย และยังสามารถนำมาปรุงรับประทานเป็นอาหารก็ได้ เราก็ควรนำมารับประทานเพื่อสุขภาพกันเถิด
เต้ยเกี้ยว

เต้ย เป็นท่วงทำนองและลีลาการขับลำชนิดหนึ่งของภาคอีสานที่ผู้ลำจะต้องฟ้อนประกอบการลำตามจังหวะและทำนอง โดยได้รับอิทธิพลมาจากการขับลำของชนชาติลาวตอนใต้ ลำเต้ยเป็นการลำเพื่อหยอกล้อหรือเกี้ยวพาราสี หลังจากที่ผู้ลำได้โต้ตอบไหวพริบปฏิภาณมาแล้วในการลำทางสั้น ลำทางยาว ดังจะปรากฏในกลอนลำของหมอลำกลอนเสมอว่า “พอแต่ลำทางสั้นหันมาทางล่อง พอแต่ลำล่องแล้วมาลำเกี้ยวเสน่ห์ ตั้งหลายปีแล้วเด้ที่เฮาพรากจากกัน แสนรำพันคะนึงคิดห่วงแต่นงนางน้อง.....” (หมอลำทองคำ เพ็งดี) หรือ “เหมิดพิษลำทางสั้น หันลายยาวจ้าลายล่อง พอแต่ลำล่องแล้วมาลำเต้ยเข้าใส่กัน......” (หมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน)
จากข้อความนี้ที่กล่าวถึง พอจะอนุมานได้ว่า ขนบในการขับลำของภาคอีสานนั้นเริ่มจากการลำทางสั้น ต่อด้วยลำทางยาวและลำเต้ยเป็นการปิดท้ายเสมอ

อย่างไรก็ตาม ลำเต้ยมิได้ปรากฏอยู่ในเฉพาะการประกอบลำกลอนเท่านั้น แม้แต่หมอลำเรื่องหมอลำเรื่องต่อกลอน หรือหมอลำเพลินก็จะยังต้องมีลำเต้ยประกอบอยู่เสมอ ซึ่งส่วนมากจะเป็นตอนที่หนุ่มสาวหรือตัวพระ- ตัวนางออกมาเกี้ยวพาราสีกัน เพียงแต่ว่าบางคณะก็ใช้เต้ยหัวโนนตาล เต้ยเดินดง บางครั้งก็เต้ยธรรมดาออกเต้ยโขงและเต้ยพม่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระและอารมณ์ของเรื่อง หรือความรู้ความสามารถของตัวหมอลำเอง

ฟ้อนเต้ยเกี้ยว จึงเป็นการฟ้อนเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวมาจากการฟ้อนรำ ประกอบการลำเต้ย ของชาวจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งการแสดงชุดนี้ยังเป็นการนำเสนอการลำทำนองเต้ยต่างๆถึง 5 ทำนองด้วยกันคือ ทำนองเต้ยเดือนห้า เต้ยหัวโนนตาล เต้ยธรรมดา เต้ยพม่าและเต้ยโขง
ซึ่งได้ประดิษฐ์คิดค้นโดยคณาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีท่าฟ้อนต่างๆ เช่น ท่าผู้สาวเดินลงท่ง ท่าสอดสร้อย ท่าเกี้ยวซู้ ท่าทศกัณฑ์โลมนาง ท่าลมพัดพร้าว ท่ากินรีชมดอก ท่าสาวน้อยประแป้ง ท่ายูงรำแพน ท่าหนุมานถวายแหวน ท่านกกระเจ่าบินวน ท่านาคเกล้าเกี้ยว ท่าหลีกแม่เมีย ฯลฯ ซึ่งเป็นการแสดงที่ได้จากกระบวนท่าฟ้อนแม่บทอีสานแทบทั้งสิ้น


การแต่งกาย
- ชาย  สวมเสื้อแพรแขนสั้นลายขิดสีทองยกดิ้น นุ่งโจงกระเบนสีเขียวปล่อยชายพับจีบหน้านางด้านซ้าย ใช้ผ้าสไบยกดิ้นทองมัดเอว สวมสร้อยคอและกำไลเงิน
- หญิง  สวมเสื้อแขนเลยสีแดง หรือที่เรียกว่า “เสื้อแขนเลย” ห่มสไบขิดยกดิ้นทอง นุ่งผ้าซิ่นจกลุ่มน้ำโขงสีทองยาวกรอมเท้า ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ สวมเครื่องประดับเงิน


กลอนลำเต้ยเกี้ยว

เต้ยเดือนห้า
(ชาย)    สวยเอ้ย.....สวยหลายน้อ นอน้อง แม่ทองปอนก้อนน้ำคั่ง.....
อุ่น...คนงามของอ้ายนี่เอย...สวยหลายน้อหม่อมน้องแม่นไผปั้นหล่อมา  อาดหลาดธาตุใหญ่ธาตุพนม อ้ายอยากโจมไปตั้งร้อยเอ็ดคำให้มันเดื่อง เบิ่งเด้น้อง
โอเด้  ให้มันเหลืองเอ้อเห้อ คือแป้นว่าแผ่นทอง ละจั่งว่าแก้มอ่องต่อง ใสยองยองเด
(หญิง)   ออกจากบ้านกวยข้อ ยอแขน ตานางทำซอนแลนแอ่นกายกะเลยฟ้อน ไปซอนลอนกับอ้าย แขนก่าย เปื้องป่าย ไปนำกันสะหล่าย หล่าย เดินนำกันสะหล่าย หล่าย เดินผ่ายผ่านถนน ดังจ้นๆ  คนกะเห่เลไหล ไปไวไวเลยเขิน หว่างเนินเขินน้ำ....

เต้ยหัวโนนตาล
(ชาย) โอเด พระนางเอย พระนางเอ้ย อ้ายนี่มาเสียอกตั้งแต่บ้านอ้ายอยู่ไกล อ้ายนี่มาเสียใจละตั้งแต่บ้านอ้ายอยู่ห่าง หลายเด พระนางเอย อ้ายโลดพอ อยากต้าน โนนบ้านเข้าใส่กัน ละจั่งว่าแก้มปั่นหวั่น สันปลากะมันเอย ..มันเอย..สันปลากะมันเอย

เต้ยธรรมดา
(หญิง)  โอ๋ย ละพี่ชายเอ้ย ฟังคารมชายเว้ามันมีนัยละคันเจ้าหลายวาด พาลให้คลาดลาดล้ม เดือนห้าแม่นก่อนฝน นั่นละนาหนานวลนา ละนาหนานวลนา สังสิมาลวงล่อ อย่าสอพลอให้นางล้ม

เต้ยพม่า
(ชาย)  มาพบหน้านงคราญ แม่ตาหวานยิ่งล้ำ วาสนาชักนำให้ได้มาพบเจอ อ้ายบ่ได้นึกฝัน ว่าจะมาเจอะเจอ คนสวยเลิศเลอหยาดฟ้ามาดินๆ

เต้ยโขง
(หญิง)  โออ้ายเอ๋ย น้องขอชิดเชยบ่เคยหน่ายแหนง ๆ น้ำโขงบ่เคยเหือดแห้ง ความฮักแพงบ่ได้นึกหวั่น ใจกระสันยังห่วงละเมอ ๆ........

มาอ้ายมา น้องสิพาไปล่องโขง ๆ ไปลงเรือเขมราฐ ฟังเสียงน้ำโตนตาด ดังอยู่ลื่น หลื่นลื่น หลื่นลื่น ๆ
สิบคืนอีน้องสิถ่า ซาวพรรษาละอีน้องสิอยู่ มีซู้อีน้องบ่เว้า สิคอยเจ้าแต่ผู้เดียว เกี้ยวไว้ก่อนออนซอนนา ๆ อย่าป๋าอย่าไลกันนา อย่าป๋าอย่าไล..กันนา......
 


ฟังลำเต้ยเกี้ยว ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด
การแสดงเรือมอันเร
เรือม แปลว่า "รำ"  อันเร  แปลว่า "สาก"  ดังนั้น เรือมอันเร จึงแปลว่า การรำสาก   

การเรือมอันเรนั้น จะเล่นกันในช่วงของวันหยุดสงกรานต์ โดยชาวบ้านจะเล่นเรือมอันเรที่ลานบ้านหรือว่าลานวัด

เครื่องดนตรี การเรือมอันเรมีการใช้เครื่องดนตรีประกอบคือ  กลองโทน 1 คู่ ปี่ใน 1 เลา ซออู้เสียงกลาง 1 คัน ฉิ่ง  กรับ  ฉาบ อย่างละ 1 คู่ และมีอุปกรณ์ประกอบการเล่นเรือมอันเร คือ สาก 2  อัน ยาวประมาณ 2-3 เมตร  ทำจากไม้เนื้อแข็ง มีหมอนวางรองหัว- ท้ายสาก   มีความยาว 1.50 เมตร สูงประมาณ 3-4 นิ้ว

ทำนองและจังหวะในการรำ  ในการรำในสมัยก่อนมีเพียง 3  จังหวะ  คือ จังหวะจืงมูย(ขาเดียว)  จังหวะมลปโดง(ร่มมะพร้าว)  จังหวะจืงปีร์(สองขา)  ต่อมามีการพัฒนาท่ารำเพิ่มขึ้นรวมเป็น 5 จังหวะ  ดังนี้
       จังหวะไหว้ครู
       จังหวะกัจปกา
       จังหวะจืงมูย
       จังหวะมลปโดง
       จังหวะจืงปีร์

ท่าฟ้อนรำ  ในสมัยก่อนไม่มีท่ารำที่เป็นแบบแผนแน่นอน  เพราะว่าเป็นการรำเพื่อความสนุกสนานในยามพักผ่อน  ส่วนมากผู้ที่อยู่ในวงรำสากจะเป็นหญิงล้วน  ส่วนหนุ่มๆจะมาเป็นกลุ่มยืนชมสาวที่กำลังรำอยู่ หากชอบคนไหนก็เข้าไปรำด้วย  แต่ในปัจจุบันการเรือมอันเรได้มีการพัฒนาไปสู่แบบแผน  และเนื่องจากมีการส่งเสริมและฟื้นฟูประเพณีคล้องช้างประจำปี(งานแสดงช้าง)จ.สุรินทร์ การเล่นเรือมอันเร จึงกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของงาน เพราะมีการนำเอาเรือมอันเรมาแสดงในงานช้างทุกปี แลยังใช้แสดงเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนอีกด้วย
การแต่งกาย
แต่เดิมไม่พิถีพิถัน  แต่งกายตามสบาย  แต่หากแต่งให้สวยงามตามประเพณีแต่โบราณ คือ ชาย นุ่งโจงกระเบน   สวมเสื้อคอกลมแขนสั้น  ผ้าขาวม้าคาดเอวและพาดไหล่  
หญิง นุ่งผ้าไหมพื้นเมือง เรียกว่า "ซัมป็วตโฮล" สวมเสื้อแขนกระบอกมีสไบพาดไหล่มามัดรวบไว้ที่ด้านข้าง สวมเครื่องประดับเงิน   และมีดอกไม้ทัดผม

ประเพณีไหลเรือไฟบ้านท่าขอนยาง
ประเพณีไหลเรือไฟบ้านท่าขอนยางได้รับการสืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องประมาณ ๒๐๐ ปี จัดขึ้นในวันออกพรรษา เนื่องจากชาวบ้านท่าขอนยางเป็นชาติพันธ์ชาวญ้อมีถิ่นฐานเดิมมาจากนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยได้รับอิทธิพลงานประเพณีไหลเรือไฟในชุมชนแถบริมฝั่งแม่น้ำโขง อีกประการหนึ่งประกอบกับชัยภูมิที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไทยญ้อบ้านท่าขอนยาง มีแม่น้ำชีไหลผ่านเปรียบเสมือนสายเลือด คอยล่อเลี้ยงชุมชนตลอดมาและมีความผูกพัน จึงทำให้มีประเพณีไหลเรือไฟอันเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวไทยญ้อ ประเพณีไหลเรือไฟ ได้มีการพัฒนาตามยุคตามสมัยอย่างเหมาะสม ทั้งขนาดรูปแบบของเรือไฟ ริ้วขบวน การแข่งขัน โดยมุ่งเน้นความรัก ความสมัครสมานสามัคคี และความสนุกสนานของคนในชุมชนท่าขอนยางเป็นส่วนสำคัญ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามตามความเชื่อของคนในชุมชนและเป็นการสร้างความสามัคคี ความร่วมมือ ร่วมใจกันและความเสียสละของคนในชุมชน ปัจจุบันประเพณีไหลเรือไฟของบ้านท่าขอนยาง กลายเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของท้องถิ่นซึ่งเทศบาลตำบลท่าขอนยางเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านงบประมาณ มีการจัดงานและริ้วขบวนที่สวยงามยิ่งใหญ่ของแต่ละคุ้มโดยมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้เข้ามามีบทบาทโดยการส่งเสริมสนับสนุน และเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชนทุกๆปี


หินช้างสี